โรคไอกรน คืออะไร? รู้จักสาเหตุ อาการ การติดต่อ และวิธีป้องกัน
โรค ไอกรน (Pertussis) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis สามารถพบได้ในคนทุกวัย แต่มีความรุนแรงเป็นพิเศษใน ทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการไอรุนแรง หายใจลำบาก และภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
โรค ไอกรนสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เช่น จากการไอหรือจาม ผู้ติดเชื้อในระยะแรกอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ทำให้ไม่ทันสังเกตว่าเป็นโรค ไอกรน และอาจแพร่เชื้อให้คนรอบข้างได้
การฉีดวัคซีนตามกำหนด การสังเกตอาการ และการเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
โรค ไอกรนเกิดจากอะไร
โรค ไอกรนเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งสามารถเกาะบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจและสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการไอเป็นชุด ๆ และไออย่างรุนแรง
หลังได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวมักอยู่ประมาณ 5–10 วัน แต่อาจนานกว่านี้ได้
ในช่วงแรกอาการอาจไม่รุนแรงและคล้ายกับไข้หวัด ทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองไม่ทราบว่าเป็นโรค ไอกรน
โรค ไอกรนติดต่อได้อย่างไร
การไอและจาม
เชื้อสามารถแพร่ผ่านละอองสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม ผู้ที่อยู่ใกล้สามารถสูดรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
การอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ
การอยู่ร่วมบ้านหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดหรืออากาศถ่ายเทไม่ดี
ผู้ใหญ่ก็สามารถแพร่เชื้อได้
ผู้ใหญ่ที่ติดเชื้ออาจมีอาการไม่ชัดเจน เช่น ไอเรื้อรังหรือไอเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้เด็กเล็กได้

อาการโรค ไอกรนมีอะไรบ้าง
อาการของโรค ไอกรนมักแบ่งออกเป็นระยะ และอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน
ระยะแรก
ช่วงแรกอาการมักคล้ายไข้หวัด ได้แก่
- น้ำมูกไหล
- คัดจมูก
- จาม
- ไอเล็กน้อย
- มีไข้ต่ำหรือไม่มีไข้
- อ่อนเพลีย
ระยะนี้มีความสำคัญเนื่องจากผู้ป่วยอาจแพร่เชื้อได้ แม้ยังไม่มีอาการไอรุนแรง
ระยะไอรุนแรง
เมื่อโรคดำเนินต่อไป ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการไอเป็นชุด ๆ หรือไอติดต่อกันหลายครั้งจนหยุดได้ยาก
อาการที่พบได้ เช่น
- ไอรุนแรงเป็นชุด
- ไอจนหน้าแดงหรือหน้าเขียว
- มีเสมหะเหนียว
- อาเจียนหลังไอ
- เหนื่อยหรือหายใจลำบาก
- มีเสียงหายใจเข้าดังหลังการไอในบางราย
ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจไม่มีเสียงหายใจเข้าที่ชัดเจน แต่อาจมีอาการไอเรื้อรังเป็นเวลาหลายสัปดาห์
อาการไอกรนในทารกและเด็กเล็ก
ทารกอาจมีอาการแตกต่างจากเด็กโต โดยบางราย อาจไม่ได้ไอเป็นชุดอย่างชัดเจน แต่สามารถมีอาการหยุดหายใจหรือหายใจผิดปกติได้
ผู้ปกครองควรสังเกตอาการ เช่น
- หายใจลำบาก
- หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ
- หน้าเขียวหรือริมฝีปากเขียว
- ดูดนมน้อยลง
- อ่อนแรงผิดปกติ
- ไอจนรับประทานอาหารหรือนมไม่ได้
หากพบอาการหายใจลำบากหรือริมฝีปากเขียว ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
โรค ไอกรนมีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง
โรค ไอกรนอาจรุนแรงโดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก
ปอดบวม
เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ และอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากหรือมีออกซิเจนในเลือดต่ำ
ขาดน้ำและสารอาหาร
การไออย่างรุนแรงอาจทำให้เด็กกินอาหารหรือดื่มนมได้น้อยลง รวมถึงอาเจียนหลังไอ
ชักหรือภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็ก อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทได้
หายใจหยุด
เป็นภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในทารก เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
การวินิจฉัยโรค ไอกรน
แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และระยะเวลาที่มีอาการไอ ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม
การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ
อาจใช้การตรวจจากสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูกด้วยวิธีทางโมเลกุล เช่น PCR เพื่อช่วยตรวจหาเชื้อ
การเพาะเชื้อ
สามารถใช้ตัวอย่างสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจเพื่อเพาะหาเชื้อ Bordetella pertussis โดยแพทย์จะพิจารณาตามระยะของโรคและความเหมาะสม

การรักษาโรค ไอกรน
ยาปฏิชีวนะ
โรค ไอกรนเกิดจากแบคทีเรีย จึงสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะบางชนิดตามที่แพทย์สั่ง โดยการรักษาในระยะแรกอาจช่วยลดระยะเวลาการแพร่เชื้อและอาจช่วยลดความรุนแรงของโรคได้
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง ควรได้รับการประเมินและสั่งยาโดยแพทย์
การดูแลตามอาการ
ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้เหมาะสม และรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หากมีอาการไอรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น และกลิ่นฉุน
วิธีป้องกันโรค ไอกรน
ฉีดวัคซีนตามกำหนด
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรค ไอกรน โดยวัคซีนป้องกันไอกรนมักอยู่ในวัคซีนรวม เช่น วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของแต่ละประเทศ
เด็กควรได้รับวัคซีนตามกำหนด และผู้ใหญ่บางกลุ่มอาจจำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
หากมีอาการไอรุนแรงหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ไอกรน ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับทารกและเด็กเล็ก และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการหยุดเรียนหรือหยุดงานในช่วงที่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
สวมหน้ากากและรักษาสุขอนามัย
การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการทางเดินหายใจ การปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม และการล้างมือเป็นประจำ สามารถช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อทางเดินหายใจได้
เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปพบแพทย์
ควรพาเด็กไปพบแพทย์หากมีอาการไอต่อเนื่อง ไอเป็นชุด หรือไอจนกินอาหารและนมไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กและทารก
ควรไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการ
- หายใจลำบาก
- หยุดหายใจ
- ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียว
- ซึมลงผิดปกติ
- ชัก
- กินนมหรือดื่มน้ำไม่ได้
- มีอาการขาดน้ำ
โรค ไอกรนกับโรคหวัดแตกต่างกันอย่างไร
โรคหวัดทั่วไปมักมีอาการน้ำมูก ไอ และเจ็บคอ และมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่โรค ไอกรนอาจมีอาการ ไอเป็นชุดอย่างรุนแรงและยาวนานหลายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม อาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นโรค ไอกรนหรือไม่ หากมีอาการไอเรื้อรังหรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน
แนะนำอุปกรณ์ช่วยป้องกัน เบื้องต้น
สรุป
โรค ไอกรน เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านละอองสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ อาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัด แต่ต่อมาอาจเกิดอาการไอเป็นชุดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
แม้โรค ไอกรนสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์ แต่การป้องกันยังมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการได้รับวัคซีนตามกำหนด การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย และการรักษาสุขอนามัยของระบบทางเดินหายใจ
หากเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการไอรุนแรง ไอเป็นเวลานาน หรือมีอาการหายใจผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค ไอกรน
ติดต่อได้ โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านละอองสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม
โรคไอกรนสามารถรักษาได้ ยาปฏิชีวนะช่วยกำจัดเชื้อและลดการแพร่เชื้อได้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรักษาเร็ว ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากวัคซีนไม่ได้ป้องกันโรคได้ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงและโดยเฉพาะความรุนแรงของโรคได้ การได้รับวัคซีนตามกำหนดจึงยังมีความสำคัญ
ได้ ผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อได้ และบางรายอาจมีเพียงอาการไอเรื้อรังโดยไม่มีอาการรุนแรง แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้เด็กเล็กได้
ปรึกษาหรือขอคำแนะนำเพิ่ม
ช่องทางติดต่อทั้งหมด : https://omgmedicalstore.com/contact/
โทรติดต่อ : 063-887-0872
Line : @omgmedical









