คางทูม คืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกันโรคคาง ทูม
คาง ทูม (Mumps) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจาก Mumps Virus ซึ่งส่งผลให้ต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะ ต่อมน้ำลายพาโรติด (Parotid Gland) ที่อยู่บริเวณหน้าหูเกิดการอักเสบและบวม ทำให้ใบหน้าบวมบริเวณแก้มและกราม ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และเจ็บขณะเคี้ยวหรือกลืนอาหาร
ในอดีตโรคคาง ทูมพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน แต่ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมากจากการได้รับวัคซีน MMR (Measles-Mumps-Rubella) อย่างไรก็ตาม ยังสามารถพบการระบาดได้ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนไม่ครบ หรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน
แม้โรคคาง ทูมส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางราย โดยเฉพาะวัยรุ่นและผู้ใหญ่ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการอักเสบของอวัยวะอื่น จึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติ
โรคคาง ทูมเกิดจากอะไร
โรคคาง ทูมเกิดจากเชื้อไวรัส Mumps Virus ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Paramyxovirus เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ก่อนแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำลายและอวัยวะต่าง ๆ
ผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่
- เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ
- ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่เคยติดเชื้อมาก่อน
- ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียน หอพัก หรือค่ายฝึกอบรม
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
คาง ทูมติดต่ออย่างไร
การไอและจาม
ไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะใกล้
การสัมผัสสารคัดหลั่ง
การใช้แก้วน้ำ ช้อน หลอดดูดน้ำ หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย อาจทำให้ติดเชื้อได้
การสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อน
หากสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อ แล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก ก็อาจเกิดการติดเชื้อได้

อาการของโรคคาง ทูม
อาการมักปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 12–25 วัน
อาการระยะแรก
- ไข้
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- ปวดเมื่อยตามตัว
อาการเด่นของโรค
ต่อมน้ำลายบวม
อาการสำคัญคือ ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูบวม อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ทำให้ใบหน้าบวมอย่างเห็นได้ชัด
เจ็บขณะเคี้ยวอาหาร
โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารรสเปรี้ยว ซึ่งกระตุ้นการหลั่งน้ำลายและอาจทำให้ปวดมากขึ้น
เจ็บเวลาพูดหรือกลืน
ผู้ป่วยบางรายรู้สึกเจ็บบริเวณกรามและลำคอ ทำให้รับประทานอาหารลำบาก
ภาวะแทรกซ้อนของโรคคาง ทูม
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายดี แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่
อัณฑะอักเสบ
พบได้ในผู้ชายหลังวัยเจริญพันธุ์ ทำให้ปวด บวม และอาจมีไข้ร่วมด้วย แม้จะพบไม่บ่อย แต่บางรายอาจมีผลต่อการสร้างอสุจิ
รังไข่อักเสบ
อาจพบในผู้หญิง และมักทำให้ปวดท้องน้อย
เยื่อหุ้มสมองอักเสบและสมองอักเสบ
พบไม่บ่อย แต่เป็นภาวะรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ตับอ่อนอักเสบ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียนจากการอักเสบของตับอ่อน
วิธีวินิจฉัยโรคคาง ทูม
แพทย์จะวินิจฉัยจาก
การซักประวัติ
สอบถามอาการ ระยะเวลาที่เริ่มป่วย ประวัติการได้รับวัคซีน และการสัมผัสผู้ป่วย
การตรวจร่างกาย
ตรวจลักษณะการบวมของต่อมน้ำลาย รวมถึงตรวจอวัยวะอื่นหากสงสัยภาวะแทรกซ้อน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ในบางกรณีอาจมีการตรวจเลือด หรือเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งเพื่อยืนยันการติดเชื้อ

วิธีรักษาโรคคาง ทูม
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับโรคคาง ทูม การรักษาจะเน้นการบรรเทาอาการและการดูแลร่างกาย
พักผ่อนให้เพียงพอ
ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ดื่มน้ำมาก ๆ
ช่วยลดภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไข้
รับประทานยาลดไข้ตามคำแนะนำ
สามารถใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร หากมีไข้หรือปวดมาก
เลือกรับประทานอาหารอ่อน
ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรืออาหารรสเปรี้ยว หากทำให้ปวดบริเวณต่อมน้ำลายมากขึ้น
วิธีป้องกันโรคคาง ทูม
รับวัคซีน MMR
วัคซีน MMR เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคคาง ทูม โดยควรได้รับตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของประเทศ
ล้างมือเป็นประจำ
ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้แอลกอฮอล์เจลเมื่อไม่สะดวก
ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน และผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
หากมีผู้ป่วยในบ้าน ควรแยกของใช้และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ
เมื่อใดควรรีบพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ไข้สูงต่อเนื่อง
- ปวดศีรษะรุนแรง
- คอแข็ง
- ซึมลงหรือสับสน
- ชัก
- ปวดอัณฑะอย่างรุนแรง
- ปวดท้องมาก
- รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
- หายใจลำบาก
แนะนำอุปกรณ์ป้องกัน
สรุป
คางทูมเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม และการสัมผัสสารคัดหลั่ง อาการเด่นคือ ต่อมน้ำลายบวม เจ็บบริเวณแก้มและกราม มีไข้ และอ่อนเพลีย
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ การได้รับวัคซีน MMR การรักษาสุขอนามัย และการแยกตัวเมื่อป่วย เป็นวิธีสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรค
FAQ เกี่ยวกับคางทูม
ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 2 วันก่อนต่อมน้ำลายเริ่มบวม และต่อเนื่องอีกประมาณ 5 วันหลังเริ่มบวม จึงควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นในช่วงนี้
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์เมื่อได้รับการพักผ่อนและดูแลตามอาการ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน ควรรีบพบแพทย์
ผู้ใหญ่มีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น อัณฑะอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้มากกว่าเด็ก จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์เมื่อมีอาการ
วัคซีน MMR เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ยังคงเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมการระบาด
ปรึกษาหรือขอคำแนะนำเพิ่ม
ช่องทางติดต่อทั้งหมด : https://omgmedicalstore.com/contact/
โทรติดต่อ : 063-887-0872
Line : @omgmedical











