โรคเฮอร์แปงไจนา คืออะไร? อาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน
โรค เฮอร์แปงไจนา (Herpangina) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก อาการที่สังเกตได้เด่นคือ มีไข้ เจ็บคอ และมีตุ่มหรือแผลขนาดเล็กบริเวณด้านหลังช่องปากและลำคอ ทำให้เด็กเจ็บเวลากลืนอาหารและอาจไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
โรคนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กอยู่ร่วมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล ศูนย์เด็กเล็ก และภายในครอบครัว
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถหายได้เอง แต่สิ่งที่ผู้ปกครองควรระวังคือ ภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเด็กอาจเจ็บปากและเจ็บคอจนไม่ยอมดื่มน้ำ หากมีไข้สูง ซึม ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ควรพาเด็กไปพบแพทย์
โรค เฮอร์แปงไจนาเกิดจากอะไร?
โรค เฮอร์แปงไจนาเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enterovirus โดยเฉพาะไวรัสบางชนิดในกลุ่ม Coxsackievirus และ Enterovirus
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย สามารถทำให้เกิดอาการไข้ เจ็บคอ และตุ่มหรือแผลบริเวณช่องปาก โดยมักพบแผลบริเวณด้านหลังของช่องปาก เช่น เพดานอ่อน ต่อมทอนซิล หรือบริเวณใกล้ลิ้นไก่
โรคนี้สามารถเกิดได้ตลอดทั้งปี และอาจพบการระบาดในกลุ่มเด็กที่อยู่ใกล้ชิดกัน
เฮอร์แปงไจนาติดต่ออย่างไร?
เฮอร์แปงไจนาเป็นโรคติดต่อ เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่งและการสัมผัสสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อ
ติดต่อผ่านน้ำลายและสารคัดหลั่ง
เชื้ออาจแพร่ผ่านน้ำลาย น้ำมูก หรือสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเมื่อเด็กอยู่ใกล้ชิดกัน
ติดต่อผ่านอุจจาระ
เชื้อในกลุ่ม Enterovirus สามารถถูกขับออกทางอุจจาระได้ ดังนั้นการล้างมือหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือหลังเข้าห้องน้ำจึงมีความสำคัญมาก
ติดต่อผ่านของใช้และพื้นผิว
ของเล่น แก้วน้ำ ช้อน โต๊ะ ลูกบิดประตู หรือสิ่งของที่เด็กใช้ร่วมกันอาจมีการปนเปื้อนเชื้อ หากสัมผัสแล้วนำมือไปแตะปาก จมูก หรือตา ก็อาจเพิ่มโอกาสรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
อาการของโรค เฮอร์แปงไจนา
อาการอาจแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน โดยมักเริ่มค่อนข้างรวดเร็ว
อาการที่พบบ่อย
เด็กที่เป็น เฮอร์แปงไจนา อาจมีอาการ เช่น
- มีไข้
- เจ็บคอ
- เบื่ออาหาร
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- เจ็บเวลากลืนอาหาร
- มีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำขนาดเล็กในช่องปาก
- ตุ่มแตกกลายเป็นแผล
- เด็กเล็กอาจงอแงมากกว่าปกติ
เนื่องจากแผลในช่องปากทำให้เกิดความเจ็บปวด เด็กบางคนอาจไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ

ลักษณะแผลเฮอร์แปงไจนาเป็นอย่างไร?
ลักษณะที่พบได้คือมีตุ่มขนาดเล็กบริเวณด้านหลังช่องปาก ตุ่มอาจเริ่มเป็นสีแดงหรือมีลักษณะคล้ายตุ่มน้ำ ก่อนจะแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ
ตำแหน่งของแผล
แผลมักพบในบริเวณ เช่น
- เพดานอ่อน
- ด้านหลังช่องปาก
- บริเวณต่อมทอนซิล
- บริเวณใกล้ลิ้นไก่
ตำแหน่งของแผลเป็นข้อมูลหนึ่งที่แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย แต่ผู้ปกครองไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากลักษณะแผลเพียงอย่างเดียว เพราะโรคอื่นก็สามารถทำให้เกิดแผลในช่องปากได้
เฮอร์แปงไจนากับโรคมือเท้าปากต่างกันอย่างไร?
โรค เฮอร์แปงไจนา และ โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) สามารถเกิดจากไวรัสในกลุ่ม Enterovirus เช่นเดียวกัน และอาจมีไข้กับแผลในช่องปากเหมือนกัน จึงทำให้ผู้ปกครองหลายคนสับสน
โรค เฮอร์แปงไจนา
แผลมักเด่นบริเวณด้านหลังช่องปากและลำคอ และโดยทั่วไปไม่มีผื่นหรือตุ่มที่มือและเท้าเป็นลักษณะสำคัญ
โรคมือเท้าปาก
นอกจากแผลในช่องปากแล้ว มักพบผื่นหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม อาการอาจไม่เหมือนกันในผู้ป่วยทุกคน หากไม่แน่ใจควรให้แพทย์ตรวจเพื่อแยกโรค
โรค เฮอร์แปงไจนาอันตรายไหม?
เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและสามารถฟื้นตัวได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังคือเด็กอาจดื่มน้ำได้น้อยจากอาการเจ็บคอและแผลในปาก จนนำไปสู่ ภาวะขาดน้ำ
สัญญาณของภาวะขาดน้ำ
ผู้ปกครองควรสังเกตอาการ เช่น
- ปากและลิ้นแห้ง
- ปัสสาวะน้อยลง
- จำนวนผ้าอ้อมเปียกลดลง
- ร้องไห้แล้วมีน้ำตาน้อยหรือไม่มีน้ำตา
- ซึมลง
- อ่อนเพลียผิดปกติ
- ดื่มน้ำไม่ได้
หากพบอาการเหล่านี้ควรพาเด็กไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรค เฮอร์แปงไจนา
แพทย์มักวินิจฉัยจากประวัติ อาการ และการตรวจช่องปากของผู้ป่วย โดยพิจารณาร่วมกับอายุ ลักษณะของไข้ ตำแหน่งของแผล และอาการอื่น
ในผู้ป่วยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อทุกราย แต่หากอาการผิดปกติหรือแพทย์สงสัยโรคอื่น อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

วิธีรักษาโรค เฮอร์แปงไจนา
เนื่องจากโรค เฮอร์แปงไจนาส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การรักษาจึงเน้น บรรเทาอาการและป้องกันภาวะขาดน้ำ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ควรให้เด็กจิบน้ำบ่อย ๆ หากเจ็บคอมาก อาจเลือกเครื่องดื่มหรืออาหารที่รับประทานง่ายและเหมาะสมกับวัย
เลือกอาหารที่รับประทานง่าย
อาหารอ่อนที่ไม่ร้อนจัด ไม่เผ็ด และไม่ระคายเคืองช่องปากอาจช่วยให้เด็กรับประทานได้ง่ายขึ้น
อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัดหรือเผ็ดอาจทำให้แผลในช่องปากระคายเคืองและเจ็บมากขึ้น
ดูแลเรื่องไข้และอาการปวด
หากเด็กมีไข้หรือเจ็บปาก สามารถใช้ยาลดไข้หรือบรรเทาปวดที่เหมาะสมตามอายุและน้ำหนัก โดยควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือฉลากยาอย่างเคร่งครัด
ไม่ควรให้ยาแอสไพรินแก่เด็กหรือวัยรุ่นเพื่อรักษาอาการจากการติดเชื้อไวรัสโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
ยาปฏิชีวนะรักษาเฮอร์แปงไจนาได้หรือไม่?
โดยทั่วไป ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาเฮอร์แปงไจนาได้ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย ไม่ได้กำจัดไวรัส
จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเอง
เฮอร์แปงไจนากี่วันหาย?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นและหายภายในประมาณ 7–10 วัน แต่อาการและระยะเวลาการฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน
ระหว่างที่เด็กยังมีอาการ ควรติดตามไข้ ปริมาณน้ำที่ดื่ม จำนวนครั้งของการปัสสาวะ และความร่าเริงของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
วิธีป้องกันโรค เฮอร์แปงไจนา
เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ได้ง่าย การรักษาสุขอนามัยจึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกัน
ล้างมือด้วยสบู่
ควรล้างมือเป็นประจำ โดยเฉพาะ
- ก่อนรับประทานอาหาร
- หลังเข้าห้องน้ำ
- หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
- หลังเช็ดน้ำมูกหรือน้ำลายให้เด็ก
- ก่อนเตรียมอาหาร
ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
ควรหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน ส้อม ผ้าเช็ดหน้า และของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย
ทำความสะอาดของเล่น
ของเล่นและพื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อยควรได้รับการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีเด็กป่วยในบ้านหรือศูนย์เด็กเล็ก
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
เด็กที่มีไข้และอาการของโรคควรพักอยู่บ้าน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือสถานศึกษาเกี่ยวกับการกลับไปโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก
เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปโรงพยาบาล?
ควรพาเด็กพบแพทย์หากมีไข้สูงต่อเนื่อง อาการไม่ดีขึ้น หรือผู้ปกครองกังวลเกี่ยวกับอาการ
ควรรีบเข้ารับการประเมินหากพบว่า
- เด็กดื่มน้ำไม่ได้
- ปัสสาวะน้อยลงมาก
- ซึมหรือปลุกยาก
- อาเจียนมาก
- หายใจลำบาก
- ชัก
- มีอาการอ่อนแรงผิดปกติ
- มีสัญญาณขาดน้ำ
- อาการโดยรวมแย่ลงอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะ ทารกเล็กที่มีไข้ ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
แนะนำอุปกรณ์ช่วยป้องกัน เบื้องต้น
สรุปโรค เฮอร์แปงไจนา
โรค เฮอร์แปงไจนา (Herpangina) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็ก อาการสำคัญคือ มีไข้ เจ็บคอ และมีตุ่มหรือแผลบริเวณด้านหลังช่องปาก ซึ่งอาจทำให้เด็กเจ็บจนไม่อยากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายได้เอง การดูแลจึงเน้นพักผ่อน ลดไข้และบรรเทาอาการปวดอย่างเหมาะสม รวมถึงให้เด็กได้รับน้ำเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการ ล้างมือ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิว และลดการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หากเด็กซึม ดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลง ชัก หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปโรงพยาบาล
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเฮอร์แปงไจนา
เฮอร์แปงไจนาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enterovirus พบได้บ่อยในเด็ก มีอาการเด่นคือไข้ เจ็บคอ และมีตุ่มหรือแผลบริเวณด้านหลังช่องปาก
ติดต่อได้ เชื้อสามารถแพร่ผ่านน้ำลาย สารคัดหลั่ง อุจจาระ และการสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ
โดยทั่วไปผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายในประมาณ 7–10 วัน แต่อาจแตกต่างกันตามสุขภาพและความรุนแรงของอาการในแต่ละคน
ยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดโนโรไวรัสได้ เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัส การรักษาจึงเน้นการทดแทนน้ำและเกลือแร่ รวมถึงดูแลตามอาการ
ปรึกษาหรือขอคำแนะนำเพิ่ม
ช่องทางติดต่อทั้งหมด : omgmedicalstore.com/contact/
โทรติดต่อ : 063-887-0872
Line : @omgmedical
ข้อมูลจากเว็บไซต์ กรมควบคุมโรค : ddc.moph.go.th












